วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

มาช่วยกันลดขยะกันเถอะ ! (ปฏิบัติ)

การทำกิจกรรมด้านสิ่งเเวดล้อมเพื่อลดขยะภายในโรงเรียนคณะผู้ศึกษา ได้จัดทำป้ายรณรงค์ลดการทิ้งขยะ ติดไว้บริเวณ สระน้ำ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี เพื่อเป็นการเตือนให้ทุกคนช่วยกันทิ้งขยะให้ลงถัง






                                                                  

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ไฟป่า

ความหมายของไฟป่า
"ไฟป่า" คือไฟที่เกิดขึ้นจากสาเหตุอันใดก็ตามแล้วลุกลามไปได้โดยอิสระปราศจากการควบ คุม ทั้งนี้ไม่ว่าไฟนั้นจะลุกลามเข้าป่าธรรมชาติหรือสวนป่า

องค์ประกอบของไฟ(สามเหลี่ยมไฟ)
ไฟเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากขบวนการทางเคมี เมื่อมีองค์ประกอบทั้ง 3 ประการมารวมตัวกันในสัดส่วนที่เหมาะสมและเกิดการสันดาปให้เกิดไฟขึ้น คือ
1. เชื้อเพลิง ได้แก่ อินทรีย์สารทุกชนิดที่ติดไฟได้ เช่น ต้นไม้ ไม้พุ่ม กิ่งไม้ ก้านไม้
ตอไม้ กอไผ่ รวมไปถึงดินอินทรีย์ และชั้นถ่านหินที่อยู่ใต้ผิวดิน
2. ความร้อน ซึ่งจะมาจาก 2 แหล่ง คือแหล่งความร้อนตามธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า
การเสียดสีของกิ่งไม้และแหล่งความร้อนจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การจุดไฟในป่าด้วยสาเหตุต่างๆ
3. ออกซิเจน เป็นก๊าซที่มีโดยทั่วไปในป่า ซึ่งจะมีการแปรผันตามทิศทางของลม


ชนิดของไฟป่า
ไฟป่า แบ่งเป็น 3 ชนิดซึ่งตามลักษณะของเชื้อเพลิงที่ถูกเผาไหม้ ได้แก่ ไฟใต้ดิน ไฟผิวดิน และไฟเรือนยอด

1. ไฟใต้ดิน เป็นไฟที่ไหม้อินทรีย์ วัตถุที่สะสมอยู่ในดิน โดยลุกลามไปช้าๆใต้ผิวดินซึ่งยากที่จะสังเกตเห็นได้ เนื่องจากเปลวไฟหรือแสงสว่างไม่โผล่พ้นขึ้นมาบนดินเลย ทั้งควันก็มีน้อยยากต่อการดำเนินการดับไฟ ในประเทศไทยพบไฟใต้ดินในป่าพรุแถบภาคใต้ของประเทศ ซึ่งไฟใต้ดินยังสามารถแบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ
- ไฟใต้ดินสมบูรณ์แบบ คือไฟที่ไหม้อยู่ใต้ผิดพื้นป่าจริงๆ ต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการตรวจจับความร้อนจึงจะพบไฟชนิดนี้
- ไฟกึ่งผิวดินกึ่งใต้ดิน ได้แก่ไฟที่ไหม้ไปในแนวระนาบตามพื้นป่าเช่นเดียวกับไฟผิวดิน ขณะเดียวกันส่วนหนึ่งก็ไหม้ในแนวดิ่งลึกลงไปในชั้นใต้ผิวพื้นป่า

2. ไฟผิวดิน เป็นไฟที่เผาไหม้เชื้อเพลิงบนผิวดิน ไฟชนิดนี้จะเผาไหม้ลุกลามไปตามผืนป่าซึ่งเชื้อเพลิงส่วนใหญ่ได้แก่ หญ้า ใบไม้แห้ง กิ่งไม้ที่ร่วงหล่น ลูกไม้ รวมทั้งไม้พุ่มต่างๆ ไฟชนิดนี้มีการลุกลามอย่างรวดเร็วซึ่งความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับความหนาแน่น ของเชื้อเพลิง ไฟป่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นไฟชนิดนี้

3. ไฟเรือนยอด เป็นไฟทีลุกลามไปตามเรือนยอดของต้นไม้ โดยเฉพาะในป่าสน ซึ่งไม้ชนิดนี้มียางซึ่งช่วยให้เกิดการลุกลามได้ดี โดยมี 2 ลักษณะคือลักษณะที่อาศัยไฟผิวดินเป็นสื่อ ในการลุกไหม้ก่อนไหม้ลุกลามไปตามเรือนยอด และไปสู่เรือนยอดต้นอื่นต่อไป และที่ไม่อาศัยไฟผิวดินเป็นสื่อ เกิดในป่าที่มีเรือนยอดแน่นทึบติดกันและมีไม้ยืนต้นชนิดที่ติดไฟได้ง่าย ซึ่งรุนแรงและยากต่อการควบคุม เราสามารถแบ่งไฟเรือนยอดออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้
3.1 ไฟเรือนยอดที่ต้องอาศัยไฟผิวดินเป็นสื่อ คือไฟที่ต้องอาศัยไฟที่ ลุกลามไฟตามผิวดินเป็นตัวนำเปลวไฟขึ้นไฟสู่เรือนยอดของต้นไม้ ลักษณะของไฟชนิดนี้จะเห็นไฟผิวดินลุกลามไปก่อนแล้วตามด้วยไฟเรือนยอด
3.2 ไฟเรือนยอดที่ไม่ต้องอาศัยไฟผิวดิน เกิดในผ่าที่มีต้นไม้ที่ติดไฟได้ง่ายและมีเรือนยอดแน่นทึบต่อติดกัน การลุกลามจะเป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงจากเรือนยอดหนึ่งไปสู่อีกเรือนยอด หนึ่งและเมื่อลูกไฟตกลงบนพื้นป่า ก็จะทำให้เกิดไฟผิวดินไฟพร้อมๆ กันด้วย(ที่มา:http://blog.eduzones.com)



                                                            (  ที่มา:  www.bangkoksync.com)

ส่วนต่างๆ ของไฟ
รูปร่างของไฟ ประกอบด้วย
1. หัวไฟ คือ ส่วนของไฟที่ลุกลามไปตามทิศทางลม หรือลุกลามขึ้นไปตามความ
ลาดชันของภูเขา เป็นส่วนของไฟที่มีอัตราการลุกลามรวดเร็วที่สุด มีเปลวไฟยาวที่สุด มีความรุนแรงของไฟมากที่สุด จึงเป็นส่วนของไฟที่มีอันตรายมากที่สุดด้วยกันเช่นกัน
2. หางไฟ คือส่วนของไฟที่ไหม้ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับหัวไฟ คือไหม้สวนทางลม
หรือไหม้ลงมาตามลาดเขา ไฟจึงลุกลามไปอย่างช้าๆ เป็นส่วนของไฟที่เข้าควบคุมได้ง่ายที่สุด


3. ปีกไฟ คือส่วนของไฟที่ไหม้ตั้งฉากหรือขนานไปกับทิศทางหลักของหัวไฟ ปีกไฟแบ่งเป็นปีกซ้ายและปีกขวา โดยกำหนดปีกซ้ายปีกขวาจากการยืนที่หางไฟแล้วหันหน้าไปทางหัวไฟ ปีกไฟโดยทั่วไปจะมีอัตราการลุกลามและความรุนแรงน้อยกว่าหัวไฟ แต่มากกว่าหางไฟ
4. นิ้วไฟ คือส่วนของไฟที่เป็นแนวยาวแคบๆ ยื่นออกไปจากตัวไฟหลัก นิ้วไฟแต่ละนิ้วจะมีหัวไฟและปีกไฟของมันเอง นิ้วไฟเกิดจากเงื่อนไขของลักษณะเชื้อเพลิง และลักษณะความลาดชันของพื้นที่
5. ขอบไฟ คือขอบเขตของไฟป่านั้นๆ ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ซึ่งอาจจะเป็นช่วงที่ไฟกำลังไหม้ลุกลามอยู่หรือเป็นช่วงที่ไฟนั้นได้ดับลงแล้วโดยสิ้นเชิง
6. ง่ามไฟ คือส่วนของขอบไฟที่อยู่ระหว่างนิ้วไฟ ซึ่งจะมีอัตราการลุกลามช้ากว่านิ้วไฟ ทั้งนี้เนื่องจากเงื่อนไขของลักษณะเชื้อเพลิง และลักษณะความลาดชันของพื้นที่
7. ลูกไฟ คือส่วนของไฟที่ไหม้นำหน้าตัวไฟหลักโดยเกิดจากการที่สะเก็ด ไฟจากตัวไฟหลักถูกลมพันให้ปลิวไปตกหน้าแนวไฟหลักและเกิดการลุกไหม้กลายเป็น ไฟป่าขึ้นอีกหนึ่งไฟ

สาเหตุของการเกิดไฟป่า
    ไฟป่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ต้องอาศัยปัจจัย 3 สิ่งคือ เชื้อเพลิง ออกซิเจน และความร้อน ซึ่งเป็น"องค์ประกอบของไฟ" โดยปกตินั้นในป่ามีทั้งเชื้อเพลิงเช่น กิ่งไม้ใบไม้แห้งต่างๆและออกซิเจนหรืออากาศอยู่แล้ว หากมีความร้อนขึ้นย่อมทำให้เกิดไฟป่าขึ้น ฉะนั้น"ความร้อน"จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดไฟป่าขึ้น
ต้นเหตุที่ทำให้เกิดความร้อนขึ้นจนกระทั่งกลายเป็นไฟป่าอาจเกิดจากธรรมชาติ เอง เช่น ต้นไม้เสียดสีกัน ฟ้าผ่าเป็นต้น หรือจากคนที่จุดไฟขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆ ในประเทศไทยไม่พบไฟป่าที่เกิดโดยความร้อนตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือของคนทั้งสิ้น มนุษย์จึงเป็นต้นเหตุของไฟป่า ที่สำคัญยิ่ง
"สาเหตุ" ที่ทำให้เกิดไฟป่าโดยฝีมือของมนุษย์ทั้งตั้งใจหรือโดยประมาทในประเทศไทยแบ่งตามลักษณะของกิจกรรมและวัตถุประสงค์ที่เกิดขึ้นดังนี้

-ล่าสัตว์- จุดไฟเพื่อให้สัตว์หนีออกจากที่ซ่อน เพื่อสะดวกในการล่า
-เผาไร่- เผากำจัดวัชพืช เตรียมพื้นที่เพาะปลูกโดยปราศจากการควบคุมทำให้ไฟลุกลามเข้าไปในป่า
-หาของป่า- ตีผึ้ง เก็บไข่มดแดง ผักหวาน หน่อไม้ เห็ด ใบตองตึง เก็บฟืน
-เลี้ยงสัตว์- เพื่อให้หญ้าแตกใบอ่อนเป็นอาหารสัตว์ในบริเวณใกล้พื้นที่ป่าแล้วเกิดลุกลามเข้าไปในป่า
-นักท่องเที่ยว- หุงต้มอาหาร ให้แสงสว่าง ให้ความอบอุ่น แล้วดับไม่สนิทเกิดเป็นไฟป่าในที่สุด
-ความขัดแย้ง- ชาวบ้านอาจเกิดความขัดแย้งกับหน่วยราชการในพื้นที่แล้วแกล้งโดยจุดไฟเผาป่า
-ลักลอบทำไม้- เผาทางให้โล่งเตียนเพื่อสะดวกในการลากไม้ ไล่ยุง หุงต้มอาหารในป่า เป็นต้น(ที่มา:http://blog.eduzones.com)


(  ที่มา:  www.bangkoksync.com)


    ผลกระทบจากไฟป่า
    ผลกระทบจากไฟป่าต่อสังคมพืช

- ขาดช่วงการสืบพันธุ์ทดแทนตามธรรมชาติ
- เปลี่ยนแปลงโครงสร้างป่า
- ลดการเจริญเติบโตและคุณภาพของเนื้อไม้
ทันทีที่เกิด"ไฟป่า"ขึ้นความร้อนและเปลวไฟจากไฟป่า จะทำลายลูกไม้ กล้าไม้เล็กๆในป่า หมดโอกาสเติบโตเป็นไม้ใหญ่ ส่วนต้นไม้ใหญ่หยุดการเจริญเติบโต เนื้อไม้เสื่อมคุณภาพลง เป็นแผลเกิดเชื้อโรคและแมลงเข้ากัดทำลายเนื้อไม้ สภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์เปลี่ยนสภาพเป็นทุ่งหญ้าไปในที่สุด

    ผลกระทบจากไฟป่าต่อสัตว์ป่าและสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในป่า
- ทำอันตรายต่อชีวิตของสัตว์ป่า
- ทำลายแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า
- ทำอันครายต่อชีวิตของสัตว์เล็กๆ และจุลินทรีย์ในดิน
"ไฟป่า" ส่งผลให้สัตว์ป่าได้รับบาดเจ็บ ล้มตาย เพราะหนีไฟไม่ทันโดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกอ่อนและสัตว์ที่เคลื่อนไหวช้า ที่หนีรอดก็ขาดที่อยู่อาศัยรวมไปถึงแหล่งอาหาร ในที่สุดก็อาจต้องตายเช่นเดียวกัน

    ผลกระทบจากไฟป่าต่อสภาวะอากาศโลก
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น
- การเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก
หมอกควันที่เกิดจาก"ไฟป่า" ก่อให้เกิดผลกระทบมากมายทั้งสภาวะอากาศเป็นพิษทำลายสุขภาพของคน เกิดทัศนวิสัยไม่ดีต่อการบินเครื่องบินบางครั้งไม่สามารถขึ้นบินหรือลงจอด ได้ส่งผลให้เกิดผลเสียหายทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงสูญเสียสภาพความสวยงามตามธรรมชาติ ทำให้สภาพไม่เหมาะในการท่องเที่ยวอีกต่อไป


    ผลกระทบจากไฟป่าต่อดินป่าไม้ 
- เกิดการสูญเสียหน้าดินโดยการกัดชะและการพังทลาย
- เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของดิน
Y คุณสมบัติทางกายภาพ
Y คุณสมบัติทางเคมี
"ไฟป่า" เผาทำลายสิ่งปกคลุมดิน หน้าดินจึงเปิดโล่ง เมื่อฝนตกลงมาเม็ดฝนก็จะตกกระแทกกับหน้าดินโดยตรง เกิดการชะล้างพังทลายของดินได้ง่าย ทำให้น้ำที่ไหลบ่าไปตามหน้าดิน พัดพาหน้าดินอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วย และดินอัดตัวแน่นทึบขึ้นการซึมน้ำไม่ดี ทำให้การอุ้มน้ำหรือดูดซับความชื้นของดินลดลงไม่สามารถเก็บกักน้ำและธาตุ อาหารที่จำเป็นต่อพืชได้


ผลกระทบจากไฟป่าต่อน้ำ 
- สมดุลของน้ำเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดอุทกภัยและภัยแล้ง
- เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของน้ำ
น้ำที่เต็มไปด้วยตะกอนและขี้เถ้าจากผลของ"ไฟป่า"จะไหลสู่ลำห้วยลำธาร ทำให้ลำห้วยขุ่นข้นมีสภาพไม่เหมาะต่อการใช้อีกต่อไป เมื่อดินตะกอนไปถับถมในแม่น้ำมากขึ้น ลำน้ำก็จะตื้นเขิน จุน้ำได้น้อยลง เมื่อฝนตกลงมาน้ำก็จะเอ่อล้นท่วมสองฝั่งเกิดเป็นอุทกภัย ที่สร้างความเสียหายในด้านการเกษตรการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ และสร้างความเสียหายเมื่อน้ำทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนทำให้ทรัพย์สินได้รับ ความเสียหาย
หน้าแล้งพื้นดินที่มีแต่กรวดทรายและชั้นดินแน่นทึบจากผลของ"ไฟป่า" ไม่สามารถเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนเอาไว้ได้ ทำให้ลำน้ำแห้งขอดเกิดสภาวะแห้งแล้งขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคและ เพื่อการเกษตร


   ผลกระทบจากไฟป่าต่อการนันทนาการ 
  ผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากไฟป่านั้น มีส่วนในการทำลายธรรมชาติ ซึ่งเป็นสถานที่ และแหล่งท่องเที่ยวอันเป็นรายได้สำคัญของประเทศ รวมทั้งจะทำให้ขาดแหล่งพักผ่อนหย่อนใจตามธรรมชาติ
ผลกระทบจากไฟป่าต่อทรัพย์สิน สุขภาพ และชีวิตของมนุษย์
ในพื้นที่ที่เกิดไฟป่า ส่วนใหญ่จะทำความเสียหายให้กับบ้านเรือนของราษฎรที่อาศัยอยู่บริเวณชายป่า ทั้งบ้านเรือนที่ถูกไฟไหม้ พืชผลทางการเกษตร หรือแม้แต่ชีวิต
หมอกควันที่เกิดจากไฟป่า มีผลกระทบโดยตรงที่จะสร้างความเสียหายให้กับการเดินอากาศ รวมทั้งมีผลทำให้ประชาชนในบริเวณดับกล่าวจำนวนมาก ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ

  แนวคิดเกี่ยวกับไฟป่า
ชาวบ้าน ขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องไฟป่า ความประมาทรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขาดความรู้สึกหวงแหนป่า ทำให้ไม่ได้ร่วมมือกันป้องกันไฟป่าอย่างจริงจังและสาเหตุใหญ่คือคนที่ขาด จิตสำนึกบางคนเผาป่าโดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ
เจ้าหน้าที่ จัดการป่าไม้ได้ไม่ทั่วถึงมีวัชพืชที่เป็นเชื้อเพลิงมากในหน้าแล้ง การป้องกันและควบคุมไฟป่าปฏิบัติครอบคลุมไม่ได้ทั่วถึง ขาดงบประมาณและเจ้าหน้าที่อีกจำนวนมาก รวมทั้งยังไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านเท่าที่ควรด้วย(ที่มา:http://blog.eduzones.com)



(  ที่มา:  www.bangkoksync.com)




      การแก้ไขปัญหาไฟป่า

1. แก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม ป้องกันกิจกรรม ที่ต้องใช้ไฟในพื้นที่ป่า ที่จะเป็นสาเหตุของการเกิดไฟป่า   โดยการแก้ไขปัญหา เกี่ยวกับอาชีพของประชาชน ที่ต้องพึ่งพิงป่า เพื่อความอยู่รอด ให้มีกิจกรรมการใช้ไฟในพื้นที่ป่าลดลง เช่น การส่งเสริมอาชีพ ให้กับประชาชน ต้องทำให้ครบวงจร ทั้งกระบวนการผลิต การตลาด เพื่อให้ประชาชน มีรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

2. เผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชน ให้ทราบถึงผลเสีย และภัยอันตราย ที่เกิดจากไฟป่า ทั้งผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า และอยู่นอกพื้นที่ป่าให้ทั่วถึง ให้ประชาชนเกิดความตระหนัก และช่วยป้องกันไฟป่า

3. ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ให้กับประชาชน ให้เป็นคนดี ไม่สร้างปัญหาให้กับสังคม ในการแก้ไขปัญหาไฟป่า ต้องร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดไฟป่า

      การป้องกันการเกิดไฟป่า ท่านสามารถช่วยได้โดย 

1. ตนเองไม่เป็นสาเหตุ ของการเกิดไฟป่าโดยไม่จุดไฟเผาป่า และหากมีกิจกรรมที่ต้องใช้ไฟ ในพื้นที่ป่าต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ก่อนออกจากป่าต้องดับไฟให้สนิททุกครั้ง

2. ช่วยบอกต่อถึงผลเสีย และอันตรายจากไฟป่าให้ผู้อื่นทราบ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นเป็นสาเหตุของการเกิดไฟป่า

3. ช่วยเฝ้าระวังเหตุ และแจ้งเหตุไฟป่า ให้เจ้าหน้าที่ทราบ เพื่อการระงับเหตุด้วยความรวดเร็วลดการสูญเสีย
4. ช่วยดับไฟป่าและจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครป้องกันไฟป่า (ที่มา:www.hrdi.or.th)





(  ที่มา:  www.bangkoksync.com)


(ที่มา:www.hrdi.or.th)

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ภัยจากแผ่นดินไหว

      "แผ่นดินไหวเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ" ที่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อชีวิต และทรัพย์สินของมนุษย์ได้เป็นบริเวณกว้าง เชื่อกันว่าทุกประเทศได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ปัจจุบันพบว่ามีความพยายามอย่างมากในหลายประเทศ ซึ่งได้รับอันตรายจากแผ่นดินไหว ศึกษา และทำความเข้าใจถึงกลไกของการเกิดแผ่นดินไหว เพื่อการพยากรณ์แผ่นดินไหว และทำนายเหตุการณ์ว่า จะเกิดขึ้นเมื่อใด? ที่ไหน? ขนาดเท่าใด? แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น ขณะนี้จึงยังไม่มีผู้ใดสามารถ พยากรณ์แผ่นดินไหวได้อย่างถูกต้อง โดยทั่วไปสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเผชิญภัยแผ่นดินไหว คือการเตรียมพร้อมที่ดี แต่ละประเทศควรมีมาตรการในการป้องกัน และบรรเทาภัยแผ่นดินไหวทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับธรรมชาติของแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว รอยเลื่อนต่าง ๆ ให้ความรู้ และข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดแผ่นดินไหวต่อประชาชน ให้มีการแบ่งเขตแผ่นดินไหวตามความเหมาะสมของความเสี่ยงภัย ออกกฎหมายให้อาคารสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ สามารถรับแรงแผ่นดินไหวตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่เสี่ยงภัย มีการวางแผนการจัดการที่ดี หากเกิดความเสียหายร้ายแรงหลังการเกิดแผ่นดินไหว เป็นต้น ในกรณีของประเทศไทย แม้ว่าตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิประเทศ จะอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวต่ำ แต่เพื่อความไม่ประมาท กรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเสริมมาตรการข้างต้นโดยมีภารกิจในการตรวจวัดแผ่นดินไหวตลอด 24 ชั่วโมง แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศเป็นประจำ ตลอดจนวางแผนจัดตั้งโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหว ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสาธารณชนได้ 


     แผ่นดินไหว เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ เกิดจากการเคลื่อนตัวโดยฉับพลันของเปลือกโลก ส่วนใหญ่ แผ่นดินไหวมักเกิดตรงบริเวณขอบ ของแผ่นเปลือกโลกเป็นแนวแผ่นดินไหวของโลก การเคลื่อนตัวดังกล่าว เกิดขึ้นเนื่องจากชั้นหินหลอมละลาย ที่อยู่ภายใต้เปลือกโลก ได้รับพลังงานความร้อนจากแกนโลก และลอยตัวผลักดันให้เปลือกโลกตอนบนตลอดเวลา ทำให้เปลือกโลกแต่ละชิ้นมีการเคลื่อนที่ในทิศทางต่าง ๆ กันพร้อมกับสะสมพลังงานไว้ภายใน บริเวณขอบของชิ้นเปลือกโลกจึงเป็นส่วนที่ชนกันเสียดสีกัน หรือแยกจากกัน หากบริเวณขอบของชิ้นเปลือกโลกใด ๆ ไม่ผ่านหรืออยู่ใกล้กับประเทศใดประเทศนั้น ก็จะมีความเสี่ยงต่อภัยแผ่นดินไหวสูง เช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศอินโดนีเซีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น นอกจากนั้นพลังที่สะสมในเปลือกโลก ถูกส่งผ่านไปยังเปลือกโลกพื้นของทวีป ตรงบริเวณรอยร้าวของหินใต้พื้นโลกหรือที่เรียกว่า "รอยเลื่อน" เมื่อระนาบ รอยร้าวที่ประกบกันอยู่ได้รับแรงอัดมาก ๆ ก็จะทำ ให้รอยเลื่อนมีการเคลื่อนตัวอย่างฉับพลันเกิดเป็น แผ่นดินไหวเช่นเดียวกัน

                                                                                                    (ที่มา:www.tmd.go.th)

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ภัยน้ำท่วม

ภัยน้ำท่วม : เสียงเตือนจากธรรมชาติที่ต้องตระหนัก

จากสภาพการเกิดภาวะน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกได้ว่าผิดปกติ จากที่เคยเกิดขึ้นตามฤดูกาล หากเราศึกษาจากประวัติศาสตร์ชาติไทย จะพบว่าประเทศของเราใช้ภาวะน้ำท่วมในฤดูฝน เป็นกำแพงสำคัญในการป้องกันข้าศึก จะเห็นได้จากกรุงศรีอยุธยาสะสมเสบียงอาหารไว้ในฤดูน้ำหลากอย่างพอเพียง เมื่อข้าศึกยกทัพมาประชิดกำแพง และเจอน้ำท่วมทำให้ต้องถอยทัพกลับไปมิต้องรบเสียเลือดเนื้อ ด้วยภูมิปัญญา การสังเกตของคนในสมัยโบราณ ทำให้เรากำหนดช่วงเวลาการเพาะปลูกได้เหมาะสมกับปริมาณน้ำที่ได้รับในพื้นที่เกษตรกรรมมาช้านาน แต่ในปัจจุบันเมื่อเกิดน้ำท่วมที่รุนแรง มีปริมาณน้ำมากเกินไป กินพื้นที่กว้างขวาง การเพาะปลูกเสียหายอย่างมาก คงต้องหันมาวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล การจัดสรรน้ำที่ต้องการประสิทธิภาพมากกว่าการปล่อยตามยถากรรม บทความนี้จึงอยากจะส่งเสียงเตือนให้ตระหนักถึงความรุนแรงในเวลาอันใกล้จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและภาวะน้ำท่วมอย่างรุนแรงจนเป็นภัยที่ต้องการระบบการจัดการที่เหมาะสม กับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น
ความรุนแรงของภัยน้ำท่วม
จากที่เกริ่นนำมาแล้วความรุนแรงของน้ำท่วมในประเทศไทย ที่เกิดขึ้นนั้นน้อยกว่าหลายประเทศที่ต้องเผชิญพายุฝน เนื่องจากที่ตั้งของประเทศไทย พายุที่พัดเข้ามาได้ลดความรุนแรงในระดับหนึ่งมากแล้ว นอกจากนี้ชุมชนต่างเรียนรู้การใช้ชีวิตจากการสั่งสมภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้ประชาชนชาวไทยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับการความแปรปรวนของธรรมชาติ ตามฤดูกาลได้ระดับหนึ่ง เช่น การปลูกบ้านเรือนยกพื้นใต้ถุนสูง รูปแบบการเพาะปลูกของเกษตรกรในที่ลุ่มน้ำ การเลือกใช้พันธุ์ข้าวทนน้ำท่วม เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และปริมาณน้ำ และแสดงให้เห็นว่ามีการปรับตัวกับภัยทางธรรมชาติเช่นน้ำท่วมได้อย่างดี
อย่างไรก็ตามในรอบทศวรรษที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่จำนวนมาก สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน ระบบเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นมูลค่ามหาศาล หลายคนขาดที่อยู่อาศัยขาดอาหาร ยารักษาโรค และสภาพจิตใจที่ท้อแท้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการฟื้นฟูบูรณะ ธนาคารโลกเคยประเมินภัยพิบัติทางธรรมชาติส่งผลกระทบต่อรายได้ประชาชาติของประเทศระหว่างร้อยละ 1 -15 ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทั่วโลกสะท้อนถึงประเทศไทย คือความรุนแรงของน้ำท่วม มีความถี่มากขึ้น ขนาด และพื้นที่ได้รับผลกระทบที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของประชากร การขยายพื้นที่อยู่อาศัย การประกอบกิจกรรมประกอบอาชีพ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

ประเทศไทยกับการปรับตัวในการรองรับภัยน้ำท่วม
ประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญในการป้องกันการเกิดภัยน้ำท่วม โดยวางระบบบริหารจัดการที่ดีมีหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรองรับอย่างชัดเจน มีหน่วยงานอาสาสมัครทั้งภาครัฐและเอกชนในการเผชิญเหตุน้ำท่วมที่ทันต่อสถานการณ์ ทั้งนี้อยู่บนพื้นฐานการเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะจากเหตุการณ์ คลื่นสึนามิถล่มภาคใต้เมื่อปลายปี 2547 ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวคิดที่อยากจะเสนอในการเตรียมความพร้อมการจัดการกับภัยพิบัติ เช่น ภาวะน้ำท่วมที่รุนแรงขึ้น อาศัยจากบทเรียนน้ำท่วมในขณะนี้ที่เกิดขึ้นและประสานกับการจัดการที่เป็นวงจรการจัดการสาธารณภัย ดังนี้
• การป้องกัน (Prevention) การดำเนินการประเมินผลกระทบจากภัยน้ำท่วมในพิ้นที่ วางแผนการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และมีความพร้อมในการรองรับปัญหาน้ำท่วมในระดับพื้นที่ การวางแผนการใช้ที่ดิน การสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วม การสร้างพื้นที่ป่าเพื่อเป็นแนวป้องกันน้ำท่วมทางธรรมชาติ
• การเตรียมการล่วงหน้า (Preparation) โดยเพิ่มขีดความสามารถให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน หรืออาสาสมัคร เช่น การเตรียมพื้นที่อพยพ ระบบการสื่อสารฉุกเฉินเพื่อขอรับความช่วยเหลือในพื้นที่น้ำท่วม การฝึกซ้อมและอบรมให้ความรู้แก่สาธารณชน การวางระบบแจ้งเตือนภัยน้ำท่วม
(ที่มา:www.energysavingmedia.com)

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2557

EIA ???

 EIA



การศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นภายหลังจากการพัฒนาโครงการหรือกิจการของผู้ประกอบการด้านที่อยู่อาศัยต่างๆ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลการศึกษาจัดทำเป็นเอกสาร รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่า EIA 

EIA หรือ Environmental Impact Assessment เป็นการศึกษาเพื่อคาดการณ์ผลกระทบทั้งในทางบวกและทางลบจากการพัฒนาโครงการหรือกิจการที่สำคัญ เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและใช้ในการประกอบการตัดสินใจพัฒนาโครงการหรือกิจการ โดยเจ้าของโครงการต้องว่าจ้างนิติบุคคลที่ได้รับอนุญาตจากสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ให้เป็นผู้มีสิทธิทำรายงาน EIA 

ขั้นตอนการทำรายงาน EIA เจ้าของโครงการจะต้องทราบก่อนว่าโครงการนั้นจะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่ จากนั้นจึงว่าจ้างที่ปรึกษาที่ขึ้นทะเบียนเป็นนิติบุคคลผู้มีสิทธิทำรายงานฯ จากนั้นเจ้าของโครงการจะส่งรายงานให้สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) โดย สผ. และคณะกรรมการผู้ชำนาญการจะใช้เวลาการพิจารณารายงานฯ ตามขั้นตอนที่กำหนดไม่เกิน 75 วัน แต่หากคณะกรรมการฯ มีข้อเสนอแนะให้แก้ไขเพิ่มเติม ที่ปรึกษาจะต้องใช้เวลาในการปรับแก้ และจัดส่งให้ สผ. และคณะกรรมการฯ พิจารณา ซึ่งจะใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน

ทั้งนี้ หากเป็นโครงการที่เข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม แต่มีการก่อสร้างหรือเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานก่อนรายงานฯ ได้รับความเห็นชอบ ถือว่า ผิดกฎหมาย และจะทำให้เกิดปัญหาในการพิจารณารายงานและขั้นตอนการพัฒนาโครงการ โดยที่ปรึกษาจะใช้เวลาในการจัดทำรายงาน EIA ประมาณ 3 - 8 เดือนขึ้นอยู่กับลักษณะโครงการ สภาพพื้นที่ สิ่งแวดล้อมโดยรอบโครงการและผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเกิดขึ้น

ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 46 ได้บัญญัติให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีอำนาจกำหนดประเภทและขนาดของโครงการ หรือกิจการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อม ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นตามหลักเกณฑ์

โดย กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่ต้องจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ อาคารที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ, ฝั่งทะเล, ทะเลสาบหรือชายหาด หรือที่อยู่ใกล้ หรือในอุทยานแห่งชาติ หรืออุทยานประวัติศาสตร์ ที่มีความสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่รวมกันทุกชั้น หรือชั้นหนึ่งชั้นใดในหลังเดียวกัน ตั้งแต่ 

10,000 ตารางเมตรขึ้นไป โรงแรมหรือสถานที่พักตากอากาศที่มีจำนวนห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป อาคารที่อยู่อาศัยรวมตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารที่มีจำนวนห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป ซึ่งหมายถึง อาคารอยู่อาศัยรวม หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของอาคารที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยสำหรับหลายครอบครัว  โครงการจัดสรรที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย หรือเพื่อประกอบการพาณิชย์ ที่มีจำนวนที่ดินแปลงย่อยตั้งแต่ 500 แปลงขึ้นไป หรือเนื้อที่เกินกว่า 100 ไร่

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ภัยแล้ง

ภัยแล้ง       หมายถึง ความแห้งแล้งของลมฟ้าอากาศ อันเกิดจากการที่มีฝนน้อยกว่าปกติ หรือฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เป็นระยะเวลานานกว่าปกติ และครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้าง ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ พืชพันธุ์ไม้ต่างๆ ขาดน้ำ ทำให้ไม่เจริญเติบโตตามปกติเกิดความเสียหาย และความอดอยากทั่วไป ความแห้งแล้งเป็นภัยธรรมชาติประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางของประเทศไทย เพราะเป็นบริเวณที่อิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เข้าไปไม่ถึง ทำให้เกิดความอดอยากแร้นแค้น ซึ่งหากปีใดที่ไม่มีพายุเคลื่อนผ่านเลยก็จะก่อให้เกิดความแห้งแล้งรุนแรงมากขึ้น อันเนื่องมาจากฝนทิ้งช่วงยาวนาน โดยภัยแล้งที่เกิดขึ้นทุกปีจะอยู่ระหว่างเดือนมิถุนายนต่อเนื่องถึงเดือนกรกฎาคม ในช่วงดังกล่าวพืชไร่ที่เพาะปลูกจะขาดน้ำได้รับความเสียหายมนุษย์ - สัตว์ขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพรวมถึงด้านเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ความรุนแรงจะมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน เช่น ความชื้นในอากาศ ความชื้นในดิน ระยะเวลาที่เกิดความแห้งแล้ง และขนาดของพื้นที่ที่มีความแห้งแล้ง เป็นต้น
 (ที่มา :http://local.environnet.in.th)  


(ที่มา: Google.com)




สาเหตุของการเกิดภัยแล้ง

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดภัยแล้งสำหรับประเทศไทยแล้ว นอกจากฝน ยังมีปัจจัยอื่นที่เป็นองค์ประกอบอีกหลายอย่าง เช่น ระบบการหมุนเวียนของบรรยากาศ การเปลี่ยนแปลงส่วนผสมของบรรยากาศ การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศ กับน้ำทะเล หรือมหาสมุทร ดังนั้นการเกิดภัยแล้งจึงมิใช่เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว ซึ่งพอจะประมวลสาเหตุของการเกิดภัยแล้งได้ ดังนี้

1. เนื่องจากสภาวะอากาศในฤดูร้อนที่ร้อนมากกว่าปกติ

2. เนื่องจากการพัดพาของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้

3. ความผิดปกติของตำแหน่งร่องมรสุม ทำให้ฝนตกในพื้นที่ไม่ต่อเนื่อง

4. ความผิดปกติ เนื่องจากพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนที่ผ่านประเทศไทยน้อยกว่าปกติ

5. การเปลี่ยนแปลงความสมดุลของพลังงานที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ เช่น การเผาพลาสติก น้ำมัน และถ่านหิน ทำให้เกิดรูโหว่ในชั้นโอโซน

6. ผลกระทบจากปรากฏการณ์ภาวะเรือนกระจก เนื่องจากส่วนผสมของบรรยากาศ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ ไอน้ำ ลอยขึ้นไปเคลือบชั้นล่างของชั้นโอโซน ทำให้ความร้อนสะสมอยู่ในอากาศใกล้ผิวโลกมากขึ้น ทำให้อากาศร้อนกว่าปกติ

7. การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมต่างๆ

8. การตัดไม้ทำลายป่า ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอันเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของภูมิอากาศ เช่น ฝน อุณหภูมิ และความชื้น
 (ที่มา :http://local.environnet.in.th)  

                                           

(ที่มา:www.sahavicha.com)


ฤดูกาลเกิดภัยแล้ง

การเกิดภัยแล้งโดยทั่วไปจะเกิดขึ้น 2 ช่วง ดังนี้

1. ในฤดูหนาวระหว่างเดือนตุลาคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ และต่อเนื่องมาถึงฤดูร้อน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนพฤษภาคม คือช่วงสิ้นสุดของฤดูฝน ซึ่งเริ่มจากครึ่งหลังของเดือนตุลาคม เป็นต้นไป บริเวณประเทศไทยตอนบนจะไม่มีฝนตกมา หรือถ้ามีก็จะมีเพียงจำนวนเล็กน้อย ส่วนมากจะเป็นฝนจากพายุฝนฟ้าคะนอง จึงทำให้เกิดความแห้งแล้งเป็นประจำทุกปีในช่วงนี้ และมักจะมีไฟป่าเกิดขึ้นตามมาด้วย

2. ในฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม ในช่วงของกลางฤดูฝน ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคม ในบริเวณประเทศไทยตอนบนจะเกิดความแห้งแล้ง เนื่องจากมีฝนทิ้งช่วงเกิดขึ้น ประมาณ 1 - 2 สัปดาห์ หรืออาจถึง 1 เดือน ปริมาณฝนในช่วงนี้จะลดลงมีผลกระทบต่อการเกษตรมาก ทำให้พืชขาดน้ำ เหี่ยวเฉา และแห้งตายไปในที่สุด


ฝนแล้ง มีความหมายอย่างไร

ฝนแล้ง คือ ภัยธรรมชาติซึ่งเกิดจาก ฝนแล้ง ไม่ตกตามฤดูกาล มีสาเหตุจาก พายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านประเทศไทยน้อย ร่องความกดอากาศต่ำมีกำลังอ่อน มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังอ่อน เกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน หรือเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญรุนแรง ทำให้ฝนน้อยกว่าปกติ ทำให้ผลผลิตการเกษตรเสียหาย ขาดน้ำ เหี่ยวเฉา แห้งตายในที่สุด โรคพืชระบาด คุณภาพด้อยลง อุตสาหกรรมเกษตรเสียหาย ขาดแคลนอุปโภคบริโภค กระทบกับการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ


ฝนทิ้งช่วง คือ อะไร

หมายถึง ช่วงที่มีปริมาณฝนตกไม่ถึงวันละ 1 มิลลิเมตร ติดต่อกันเกิน 15 วัน จะเกิดในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายน และกรกฎาคม


ปัญหาภัยแล้งกับการดำรงชีวิตของประชาชน

1. การขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภค

2. ผลิตผลทางการเกษตรลดลง ไม่เพียงพอต่อการบริโภค ทำให้สินค้าบางอย่างขาดแคลน ทำให้ราคาสินค้าอื่นสูงขึ้น

3. รัฐต้องสูญเสียงบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งปีหนึ่งๆ เป็นจำนวนสูง

4. ประชาชนไม่มีงานทำ ต้องอพยพเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ ทำให้เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคม

5. การระเหยของน้ำจากพื้นดิน มีผลกระทบทำให้พื้นดินขาดน้ำ พืชอาจล้มตายและผลผลิตลดลงได้

6. การประกอบการด้านอุตสาหกรรมต้องหยุดชะงัก เพราะขาดแคลนน้ำที่ใช้ในการผลิตพลังงาน


ภัยซ้ำซ้อนที่เกิดจากภัยแล้ง

1. เกิดไฟป่าขึ้น เช่น ต้นไผ่เสียดสีกัน หรือฟ้าผ่าทุ่งหญ้าแห้ง หรือเกษตรกรจุดไฟเผาฟางข้าว เผาหญ้า ทำให้เกิดลุกลามกว้างขวาง บางทีอาจลุกลามไหม้อาคารบ้านเรือน ไร่นา เสียหาย ควันไฟที่เผาไหม้ข้างทางมีผลเสียต่อทัศนวิสัย ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางจราจรขึ้นได้ เป็นต้น

2. มีลักษณะสภาวะของอากาศแปรปรวน เนื่องมาจากอากาศร้อนจัดติดต่อกันหลายๆ วัน ทำให้เกิดการสะสมความร้อนในบรรยากาศบริเวณหนึ่งไว้มาก เกิดลมสองกระแสพัดสอบเข้าหากัน ทำให้บริเวณดังกล่าวเกิดเป็นแนวตีบของลมจะเกิดพายุฤดูร้อน หรือพายุฟ้าคะนองขึ้น มีลมกระโชกแรงเป็นพักๆ มีฝนตกหนัก ฟ้าผ่า เกิดในระยะสั้นไม่เกิน 2 ชั่วโมง บางครั้งกำลังลมทำให้พัดอาคารบ้านเรือน ทรัพย์สินเสียหายได้ อาจมีลูกเห็บตกเกิดร่วมด้วย


วิธีการแก้ปัญหาภัยแล้ง

1. ติดตามสภาวะอากาศ ฟังคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา

2. ฝึกซ้อมการป้องกันภัยพิบัติ เตรียมพร้อมรับมือ และวางแผนอพยพหากจำเป็น

 (ที่มา :http://local.environnet.in.th)  




(ที่มา:rakbankerd.com)
                             

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เศษผ้า!!!

เศษผ้า...ทำลายสิ่งแวดล้อมแบบไม่รู้ตัว


ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาใหญ่ที่นานาประเทศทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ และมีความเพียรพยายามในการรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนทุกรูปแบบอย่างเร่งด่วน จะเห็นได้จากมีการริเริ่มโครงการต่างๆ ทั้งจากภาครัฐ เอกชน และประชาชนร่วมมือกันลดผลกระทบจากการประกอบกิจกรรมที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ที่นับเป็นภาคส่วนหลักที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตและสุขอนามัยของชาวบ้านในชุมชนพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมในมาบตาพุด ประกอบด้วย ปัญหามลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำ ขยะและกากของเสียอุตสาหกรรม คุณภาพน้ำและอากาศที่ไม่เหมาะสม สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในชุมชนพื้นที่  จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติที่รอการแก้ไขอยู่ในขณะนี้

ซึ่งหนึ่งในอุปกรณ์เครื่องใช้ชิ้นเล็กๆ ในโรงงานที่เป็นตัวการสำคัญส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่หลายคนคาดไม่ถึงก็คือ เศษผ้า หลายคนอาจเข้าใจว่า การใช้เศษผ้าในงานเช็ดทำความสะอาดเป็นการประหยัดและลดการใช้ทรัพยากร แต่รู้หรือไม่ว่า จากการศึกษาของบริษัท GHD* ซึ่งได้คิดค้นและพัฒนาเครื่องมือวัดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่มีชื่อว่า EnvironTool พบว่า การใช้เศษผ้าส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการใช้ผลิตภัณฑ์เช็ดอุตสาหกรรม เช่น กระดาษหรือวัสดุที่ผลิตจากใยสังเคราะห์ โดยได้มีการประเมินและเปรียบเทียบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งวงจร เริ่มจากการจัดส่งเศษผ้าหรือผลิตภัณฑ์เช็ดไปยังโรงงาน ขั้นตอนในการใช้งาน จนถึงขั้นตอนการกำจัดวัสดุที่ใช้แล้ว โดยการคำนวณจากปริมาณการใช้เศษผ้าและผลิตภัณฑ์เช็ดอุตสาหกรรมจำนวน 1 ล้านครั้ง พบว่า

 ผลิตภัณฑ์เช็ดอุตสาหกรรมใช้พลังงานในขั้นตอนการขนส่งไปสู่ลูกค้าน้อยกว่าเศษผ้าถึง 74% เทียบเท่ากับพลังงานไฟฟ้าที่คนไทยใช้ต่อคนต่อวันถึง 2,518 คน ซึ่งมากเป็น 3.9 เท่าของพลังงานที่ใช้ขนส่งผลิตภัณฑ์เช็ดอุตสาหกรรม
           (ผลิตภัณฑ์เช็ดอุตสาหกรรมใช้พลังงานเพียง 31 เมกะจูลต่อกิโลเมตรต่อการใช้หนึ่งล้านครั้ง ในขณะที่เศษผ้าต้องใช้พลังงานถึง 121 เมกะจูลต่อกิโลเมตรต่อการใช้หนึ่งล้านครั้ง)
 
 ผลิตภัณฑ์เช็ดอุตสาหกรรมปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขั้นตอนการขนส่งขยะที่เกิดจากการใช้งานไปยังสถานที่กำจัดในปริมาณที่น้อยกว่าเศษผ้าถึง 89% 
           (ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เศษผ้าปล่อยออกมาสูงถึง 17 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อกิโลเมตร  ในขณะที่ผลิตภัณฑ์เช็ดอุตสาหกรรมปล่อยออกมาเพียง 2 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อกิโลเมตร) 

 ผลิตภัณฑ์เช็ดอุตสาหกรรมปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาในขั้นตอนการกำจัดด้วยการเผา 
ในปริมาณที่น้อยกว่าเศษผ้าถึง 99.8%
           (ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เศษผ้าปล่อยออกมาสูงถึง 50,938 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อกิโลเมตร  ในขณะที่ผลิตภัณฑ์เช็ดอุตสาหกรรมปล่อยออกมาเพียง 100 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อกิโลเมตร)

ข้อมูลการคำนวณอ้างอิงโดยใช้ตัวอย่างจาก 
 ผลิตภัณฑ์เช็ดอุตสาหกรรมที่ผลิตจากเยื่อกระดาษ 100% 
 เศษผ้าคละชนิดคละสี 

ข้อสังเกตจากการศึกษาโดยใช้เครื่องมือวัดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม EnvironTool พบว่า การใช้ผลิตภัณฑ์เช็ดอุตสาหกรรมแทนเศษผ้าเทียบเท่ากับการลดปริมาณรถยนต์บนถนนถึง 24 คันใน 1 วัน หากรู้เช่นนี้แล้ว ผู้ประกอบการควรมีจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในการเช็ดทำความสะอาดให้เหมาะสม เพื่อช่วยกันลดโลกร้อนและทำให้โลกของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น

ข้อมูลการวิจัยอ้างอิงจาก 
 GHD literature research, Anna Montgomery, GHD Environmental Engineer – Waste Management, Australia (2008) 
 ERM (2002) National Clean Development Mechanism Strategy Study for the Kingdom of Thailand, Executive Summary
 Department of Alternative Energy Development and Efficiency (2007) Electric Power in Thailand, Ministry of Energy
 Department of Climate Change (2008) National Greenhouse Accounts (NGA) Factors, Commonwealth of Australia
 Department of the Environment and Heritage Australian Greenhouse Office (2006) AGO Factors and Methods Workbook, Commonwealth of Australia